Prepositions for Time บุพบทใช้กับเวลา ทำดูนะครับ (ลากคลุมเพื่อดูเฉลย)
1. We visited London _____ 1978.
(in)
2. Daeng will be here _____ six o'clock.
(at)
3. He was born _____ August.
(in)
4. She'll be back _____ Monday.
(on)
5. There are a lot of things to see _____ Christmas day.
(on)
6. There were riots in Bermingham ______ 2011.
(in)
7. They arrived in Phuket _____ October.
(in)
8. I love to go shopping _____ Christmas time.
(at)
9. Do you wake up _____ night?
(at)
10. What do you like doing _____ Fridays?
(on)
11. He's talking with her boss _____ the moment.
(at)
12. I lived in China _____ the 2000s.
(in)
13. I'll see you _____ a few months.
(in)
14. We like to exercise _____ the evening.
(in)
15. My birthday is _____ December 21st.
(on)
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ English language แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ English language แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554
Audiolingual Method
เคยจำคำที่อาจารย์ของเราพูดบ่อย ๆ มั้ยครับ คำว่า "Repeat after me" (รีพี้ทฺ อ๊าฟเตอ มี)
นี่แหละวิธีการสอนแบบนี้ เริ่มคุ้นแล้วล่ะสิ
วิธีนี้อาจจะเรียกว่า Aural-Oral Method หรือ Michigan Method
เกิดขึ้นหลังยุค Direct Method ในช่วง ค.ศ. 1960s ถึง 1970s
เป็นการ recycle วิธีการสอนแบบ Grammar-Translation ผสมกับแนวคิดแบบพฤติกรรมนิยมเรื่องสิ่งเร้าและการตอบสนอง ในยุคนั้นแนวคิดพฤติกรรมนิยมมีอิทธิพลต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก ภาษาจึงถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการวางเงื่อนไข (Language is a conditioned behavior)
การเรียนรู้ภาษาเป็นความสามารถของมนุษย์ (และคล้ายกับหนู สุนัขหรือแมว)
มนุษย์จะสร้างพฤติกรรมใหม่ (habit formation) การเรียนภาษาก็เหมือนกัน
เริ่มจากครูจะกระตุ้นให้นักเรียนอ่านออกเสียงหรือพูดตาม ซ้ำ ๆ (repetitive drills) ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการอธิบายไวยากรณ์มากนัก แต่กฏเกณฑ์และหลักไวยากรณ์ (grammars) จะถูกซึมซับผ่านการฝึกพูด "โครงสร้างของวลีหรือประโยค" (structures) มากพอที่จะสร้างพฤติกรรมตอบสนองได้ ครูมีหน้าที่ในการสร้างรูปแบบประโยค นักเรียนก็ตอบสนองโดยการอ่านตามหรือทำซ้ำไปซ้ำมา ขณะเดียวกัน ครูเน้นการให้แรงเสริมเชิงบวก (positive reinforcement) เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้โครงสร้างของประโยค ในที่สุดเด็กก็จะพูดโต้ตอบได้ (ตอบสนองจากเงื่อนไขที่ครูเป็นคนกระตุ้นนั่นเอง
จุดเด่น
1. ครูจะให้ผู้เรียนฝึกฟังและพูดรูปแบบประโยคที่ถูกต้อง ฝึกซ้ำ ๆ
2. เป็นวิธีที่ทำให้ผู้เรียนจำรูปแบบบทสนทนาได้เร็วที่สุดในช่วงเวลาสั้น ๆ
ข้อจำกัด
1. เด็กจะจำรูปแบบ ไม่ได้คิดต่อยอดอะไร ไม่มีการสร้างสรรค์ทางภาษา
2. เด็กบางคนไม่ชอบการท่องจำ อาจทำให้ครูต้องใช้กลวิธีต่าง ๆ ในการสร้างแรงจูงใจ
3. เด็กจะสนทนาโต้ตอบไม่ได้ สื่อสารในสถานการณ์จริงไม่ได้
4. สามารถใช้สำหรับการเรียนในระดับเริ่มต้น แต่ไม่เหมาะกับผู้เรียนที่สื่อสารได้แล้ว
นี่แหละวิธีการสอนแบบนี้ เริ่มคุ้นแล้วล่ะสิ
วิธีนี้อาจจะเรียกว่า Aural-Oral Method หรือ Michigan Method
เกิดขึ้นหลังยุค Direct Method ในช่วง ค.ศ. 1960s ถึง 1970s
เป็นการ recycle วิธีการสอนแบบ Grammar-Translation ผสมกับแนวคิดแบบพฤติกรรมนิยมเรื่องสิ่งเร้าและการตอบสนอง ในยุคนั้นแนวคิดพฤติกรรมนิยมมีอิทธิพลต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก ภาษาจึงถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการวางเงื่อนไข (Language is a conditioned behavior)
การเรียนรู้ภาษาเป็นความสามารถของมนุษย์ (และคล้ายกับหนู สุนัขหรือแมว)
มนุษย์จะสร้างพฤติกรรมใหม่ (habit formation) การเรียนภาษาก็เหมือนกัน
เริ่มจากครูจะกระตุ้นให้นักเรียนอ่านออกเสียงหรือพูดตาม ซ้ำ ๆ (repetitive drills) ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการอธิบายไวยากรณ์มากนัก แต่กฏเกณฑ์และหลักไวยากรณ์ (grammars) จะถูกซึมซับผ่านการฝึกพูด "โครงสร้างของวลีหรือประโยค" (structures) มากพอที่จะสร้างพฤติกรรมตอบสนองได้ ครูมีหน้าที่ในการสร้างรูปแบบประโยค นักเรียนก็ตอบสนองโดยการอ่านตามหรือทำซ้ำไปซ้ำมา ขณะเดียวกัน ครูเน้นการให้แรงเสริมเชิงบวก (positive reinforcement) เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้โครงสร้างของประโยค ในที่สุดเด็กก็จะพูดโต้ตอบได้ (ตอบสนองจากเงื่อนไขที่ครูเป็นคนกระตุ้นนั่นเอง
จุดเด่น
1. ครูจะให้ผู้เรียนฝึกฟังและพูดรูปแบบประโยคที่ถูกต้อง ฝึกซ้ำ ๆ
2. เป็นวิธีที่ทำให้ผู้เรียนจำรูปแบบบทสนทนาได้เร็วที่สุดในช่วงเวลาสั้น ๆ
ข้อจำกัด
1. เด็กจะจำรูปแบบ ไม่ได้คิดต่อยอดอะไร ไม่มีการสร้างสรรค์ทางภาษา
2. เด็กบางคนไม่ชอบการท่องจำ อาจทำให้ครูต้องใช้กลวิธีต่าง ๆ ในการสร้างแรงจูงใจ
3. เด็กจะสนทนาโต้ตอบไม่ได้ สื่อสารในสถานการณ์จริงไม่ได้
4. สามารถใช้สำหรับการเรียนในระดับเริ่มต้น แต่ไม่เหมาะกับผู้เรียนที่สื่อสารได้แล้ว
บรรณานุกรม
Brown, H. D. (2000). Principles of language learning and teaching (4th ed.). New York: Longman
Larsen-Freeman, D. (2000). Techniques and Principles in Language Teaching 2nd. Oxford: Oxford University Press.
Richards, J., & Rodgers T. (2001). Approaches and Methods in Language Teaching (2nd ed.). Cambridge, UK: Cambridge University Press
Direct Method
เข้ามาแทนที่วิธีการสอนแบบ Grammar Translation Method ในช่วงปี ค.ศ. 1890s ถึง 1960s เนื่องจากการสอนภาษาให้ความสำคัญกับการฟัง-พูดมากขึ้นกว่าในยุคแรก ครูจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาที่ต้องการสอนเท่านั้น วิชาที่สอนจะเป็นวิชาที่สามารถอธิบายด้วยภาพ แผนที่ หรือสื่อจริง โดยในระหว่างที่ครูสอนครูจะพยายามถามคำถามทั้งแบบ open-ended และ close-ended ในแต่ละเนื้อหาย่อย ๆ เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนเกิดการเรียนรู้ ครูจะให้นักเรียนออกเสียงคำใหม่และคำที่นักเรียนออกเสียงผิดอยู่
หากนักเรียนสงสัยและตั้งคำถามครูจะใช้วิธีการพูดอธิบายด้วยประโยคง่าย ๆ หรือการวาดรูป แสดงท่าทาง แต่จะไม่มีการแปลเป็นภาษาแม่ของผู้เรียน นักเรียนจะโต้ตอบครูด้วยภาษาที่เรียนอยู่เท่านั้น ดังนั้นการสื่อสารในห้องเรียนจึงมีมากกว่าวิธีไวยากรณ์-การแปล ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน กิจกรรมการเรียนรู้จะเป็นการเขียนตามคำบอก การเขียน paragraph เกี่ยวกับสิ่งที่เรียน หรือการเติมคำในช่องว่าง
จุดเด่น
1. ความสามารถในการพูดภาษาได้สำคัญกว่าการรู้กฎเกณฑ์/ไวยากรณ์
2. การแก้คำผิดของครูจะใช้วิธีแบบอ้อม ๆ เช่น การอ่านประโยคที่ผิดซ้ำด้วยการขึ้นเสียงสูง เป็นการให้เด็กรู้เอง สังเกตเอง (self-correct)
3. ครูจะไม่อธิบายหลักไวยากรณ์ นักเรียนจะซึมซับจากตัวอย่างประโยคที่เรียนเอง
ยุคต่อมาคือ Audiolingual Method คร้าบบบ
ยุคต่อมาคือ Audiolingual Method คร้าบบบ
บรรณานุกรม
Brown, H. D. (2000). Principles of language learning and teaching (4th ed.). New York: Longman
Larsen-Freeman, D. (2000). Techniques and Principles in Language Teaching 2nd. Oxford: Oxford University Press.
Richards, J., & Rodgers T. (2001). Approaches and Methods in Language Teaching (2nd ed.). Cambridge, UK: Cambridge University Press
วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554
ทำไมโลก cyber ถึง มีคำว่า mania มากจังเรย
เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้อ่านบล๊อกนี้ต้องกดคลิกฟังเพลงไปด้วย กดสิครับ
Mania (แม-เหนี่ย) คือสภาวะของความรู้สึก หรือภาวะทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับทุกคน คำจำกัดความ นั้นมีมากมายครับ ในที่นี้ครูเพ็ชรขอพูดถึง ภาวะที่ใครก็ตาม คลั่งไคล้ บ้าสิ่งไหนเอาแบบไม่ลืมหูลืมตานะครับ จากคำจำกัดความข้างล่างน่าจะช่วยได้อีก
Maniac (แม้ นิแอค)= person who has an obsession with or excessive enthusiasm for something
(แปลว่า คนที่คลั่งอะไรอย่างเอาเป็นเอาตาย)
อาการมนุษย์โลกมีกันแน่นอน แบบนี้น่ะ คือการคลั่งไคล้ ในบางครั้งอาจแสดงออกเกินความพอดีนะครับ บางคนคลั่งรถแข่ง ก็เป็น racing mania ถ้าชอบตุ๊กตาไบลท์ ก็เป็น Blythe Mania เลือกเอาเองนะครับ อยากเป็น mania แบบไหน
ขอยกตัวอย่างประโยคสัก 1 ประโยคนะครับ
I am laughing like a maniac over this silly thing a friend has done, pity I can't share it on this blog.
ฉันกำลังหัวเราะอารามคนบ้ากับเรื่องไร้สาระที่เพื่อนได้ทำลงไป เสียดาย เอามาแบ่งปันในบล๊อกนี้ไม่ได้
ถ้าคุณชอบดอกไม้ คุณก็คือ flower mania นั่นเอง ครับ
และอีกหลาย ๆ ประโยค ที่นี่
คราวนี้มีคลิปที่พูดถึงว่าทำไมเราต้องมาคลั่งไคล้ ภาษาอังกฤษ ครูชอบที่เค้าบอกว่า มันเป็น language of problem solving คือเป็นภาษาที่จะใช้แก้ปัญหา (นัยนี้คือจะเกิดความขัดแย้ง และการแข่งขันกันมากยิ่งขึ้น หรือช่วยให้ความกระจ่างในการเรียนรู้อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย) คนจีนกำลังจะมีกฏหมายให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง และขณะนี้ทั่วโลกมีคนเรียนภาษาอังกฤษอยู่ประมาณ 2 พันล้านคน
Watch more of this video at TED

อย่าลืมคุยกันบ้่างนะครับ
Mania (แม-เหนี่ย) คือสภาวะของความรู้สึก หรือภาวะทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับทุกคน คำจำกัดความ นั้นมีมากมายครับ ในที่นี้ครูเพ็ชรขอพูดถึง ภาวะที่ใครก็ตาม คลั่งไคล้ บ้าสิ่งไหนเอาแบบไม่ลืมหูลืมตานะครับ จากคำจำกัดความข้างล่างน่าจะช่วยได้อีก
Maniac (แม้ นิแอค)= person who has an obsession with or excessive enthusiasm for something
(แปลว่า คนที่คลั่งอะไรอย่างเอาเป็นเอาตาย)
อาการมนุษย์โลกมีกันแน่นอน แบบนี้น่ะ คือการคลั่งไคล้ ในบางครั้งอาจแสดงออกเกินความพอดีนะครับ บางคนคลั่งรถแข่ง ก็เป็น racing mania ถ้าชอบตุ๊กตาไบลท์ ก็เป็น Blythe Mania เลือกเอาเองนะครับ อยากเป็น mania แบบไหน
![]() |
| ไงคะ สวยพอให้คลั่ง มะคร้า |
ขอยกตัวอย่างประโยคสัก 1 ประโยคนะครับ
I am laughing like a maniac over this silly thing a friend has done, pity I can't share it on this blog.
ฉันกำลังหัวเราะอารามคนบ้ากับเรื่องไร้สาระที่เพื่อนได้ทำลงไป เสียดาย เอามาแบ่งปันในบล๊อกนี้ไม่ได้
ถ้าคุณชอบดอกไม้ คุณก็คือ flower mania นั่นเอง ครับ
![]() |
และอีกหลาย ๆ ประโยค ที่นี่
คราวนี้มีคลิปที่พูดถึงว่าทำไมเราต้องมาคลั่งไคล้ ภาษาอังกฤษ ครูชอบที่เค้าบอกว่า มันเป็น language of problem solving คือเป็นภาษาที่จะใช้แก้ปัญหา (นัยนี้คือจะเกิดความขัดแย้ง และการแข่งขันกันมากยิ่งขึ้น หรือช่วยให้ความกระจ่างในการเรียนรู้อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย) คนจีนกำลังจะมีกฏหมายให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง และขณะนี้ทั่วโลกมีคนเรียนภาษาอังกฤษอยู่ประมาณ 2 พันล้านคน
Watch more of this video at TED

อย่าลืมคุยกันบ้่างนะครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)



