แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

กระแสใหม่ แพล้งกิ้งเหรอ ก็โอเค แต่ชั่วโมงนี้ ยกให้"พับเพียบไทยแลนด์"

ว่าแล้วไง คนไทยเราสร้างสรรค์จะตายไป นะครับ
ในขณะที่ "แพลงกิ้ง" ระบาดเหมือนโรค ไฟลามทุ่ง เสมือนโลกนี้เป็นเรือนกาย และไอ้เจ้า "แพลงกิ้ง" ก็ได้วิวัฒน์พัฒนาสายพันธุ์ไป เป็น Nude Planking ซะแล้วล่ะสิ
ผิดทั้งศีลธรรม จรรยาบรรณ ไม่ได้ว่าคนทำนะ จะทำก็เรื่องของคุณ มันอันตราย อาจทำให้ตายหรือพิการ

ในความพิสดาร ก็เกิดความพิศดารแบบน่ารัก ๆ ดูมีวัฒนธรรมเกิดขึ้น คือการนั่ง "พับเพียบไทยแลนด์"  ไม่ธรรมดานะเด็กบ้านเรา สามารถสร้างกระแสความนิยมของวัยรุ่นชาวไทยอย่างรวดเร็ว

มีรายงานว่า ยอดคลิกล่าสุดของแฟนเพจ "พับเพียบไทยแลนด์" เมื่อเวลา 14.35 น. วันที่ 20 มิ.ย.นี้ มีประมาณ 153,025 คน
โดยในแฟนเพจมีชาวสังคมออนไลน์เข้ามาโพสต์รูปท่านั่งพับเพียบตามสถานที่ต่างๆ กันอย่างแพร่หลาย มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะกล่าวในทำนองชื่นชอบ ชื่นชมเอกลักษณ์ไทยที่มีดีไม่เหมือนใคร รวมถึงข้อความที่โพสต์บอกว่าจะลองทำเลียนแบบแล้วนำมาโพสต์ขึ้นเว็บไซต์
 แฟนเพจพับเพียบไทยแลนด์ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยระบุว่าต้องการแหวกกระแสการทำแพลงกิ้ง นำความเป็นไทยเข้ามาใส่ เน้นไม่อันตราย งามอย่างไทย และผู้ใหญ่รัก แต่ยังมีผู้โพสต์บางส่วนนำภาพท่านั่งพับเพียบที่ส่อแววก่อให้เกิดอันตรายมาโพสต์เช่นกัน อาทิ นั่งพับเพียบบนตู้เย็น นั่งพับเพียบบนชานชาลารถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นต้น
 นอกจากนี้ยังมีการทำ "เลวิเทติ้ง (Levitating)" คือ การถ่ายภาพขณะที่ร่างกายลอยค้างอยู่กลางอากาศ และไม่มีอวัยวะใดสัมผัสกับพื้น ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในหมู่ชาวสังคมออนไลน์เช่นกัน
 น.ส.ลัดดา ตั้งสุภาชัย ผอ.สำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับแจ้งจากเครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม พบการเล่นแพลงกิ้งรูปแบบใหม่ คือ นู้ดแพลงกิ้ง ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติจะแก้ผ้าทำท่าต่างๆ เช่น ในตู้ปลา อ่างอาบน้ำ หรือบนหลังตู้ และสถานที่สาธารณะ นอกจากนี้ยังพบภาพลักษณะเหมือนหญิงสาวชาวเอเชียเปลือยกายแพลงกิ้งบนเก้าอี้ในห้องนอน ถูกนำมาเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ต่างๆ รวมทั้งมีการลิงค์ไปยังเฟซบุ๊กด้วย ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเป็นหญิงคนไทยหรือไม่
 น.ส.ลัดดากล่าวว่า รู้สึกหวาดเสียวและน่ากลัวเห็นจะเป็นภาพที่ชายชาวต่างชาติคนหนึ่งแก้ผ้า และทำท่าแพลงกิ้งลงในตู้ปลา รวมทั้งต้องเกร็งคอ เกร็งตัว หากเกิดเป็นตะคริวหรือกระแสไฟฟ้าในตู้ปลารั่ว อาจจะจมน้ำเสียชีวิตได้ จึงขอเตือนประชาชนไม่ควรทำนู้ดแพลงกิ้งแม้จะไม่เห็นอวัยวะเพศก็ตาม แต่เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่สร้างสรรค์ และไม่ควรกระทำ หากจะทำเล่นที่ห้องนอนส่วนตัวก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ควรนำภาพมาเผยแพร่ในเฟซบุ๊กหรืออินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ทั้งนี้ สำนักเฝ้าระวังฯ จะทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ให้บล็อกและหาตัวผู้นำภาพดังกล่าวมาโพสต์มาดำเนินคดีด้วย
 “ฝากเตือนให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองช่วยเป็นหูเป็นตาไม่ให้เด็กของเราเลียนแบบพฤติกรรมดังกล่าว หากนำมาเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตจะมีความผิดทางกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคนไทยคงจะไม่ทำนู้ดแพลงกิ้ง เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม กระทบต่อวัฒนธรรมอันดีงามของไทย” น.ส.ลัดดากล่าว
 น.ส.ลัดดากล่าวว่า ขอชื่นชมกลุ่มวัยรุ่นรวมตัวทำพับเพียบไทยแลนด์ออกมาปะทะกับแพลงกิ้ง เด็กกลุ่มนี้ใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสในการสร้างเอกลักษณ์ความเป็นไทย นำมาเผยแพร่ในเฟซบุ๊กเพื่อรณรงค์ให้เด็กเยาวชนไทยเห็นความสำคัญของความเป็นไทย ไม่อิงกระแสตะวันตกมากจนเกินไป.



เป็นแฟนเพจได้ที่ "พับเพียบไทยแลนด์"

แหล่งที่มา: http://www.thaipost.net/x-cite/210611/40514

กระแสใหม่ แพล้งกิ้งเหรอ ก็โอเค แต่ชัวโมงนี้ ยกให้"พับเพียบไทยแลนด์" Pubpeab Thailand: a creative resolution of Nude Planking

ว่าแล้วไง คนไทยเราสร้างสรรค์จะตายไป นะครับ
ในขณะที่ "แพลงกิ้ง" ระบาดเหมือนโรค ไฟลามทุ่ง เสมือนโลกนี้เป็นเรือนกาย และไอ้เจ้า "แพลงกิ้ง" ก็ได้วิวัฒน์พัฒนาสายพันธุ์ไป เป็น Nude Planking ซะแล้วล่ะสิ
ผิดทั้งศีลธรรม จรรยาบรรณ ไม่ได้ว่าคนทำนะ จะทำก็เรื่องของคุณ มันอันตราย อาจทำให้ตายหรือพิการ

ในความพิสดาร ก็เกิดความพิศดารแบบน่ารัก ๆ ดูมีวัฒนธรรมเกิดขึ้น คือการนั่ง "พับเพียบไทยแลนด์"  ไม่ธรรมดานะเด็กบ้านเรา สามารถสร้างกระแสความนิยมของวัยรุ่นชาวไทยอย่างรวดเร็ว

มีรายงานว่า ยอดคลิกล่าสุดของแฟนเพจ "พับเพียบไทยแลนด์" เมื่อเวลา 14.35 น. วันที่ 20 มิ.ย.นี้ มีประมาณ 153,025 คน
โดยในแฟนเพจมีชาวสังคมออนไลน์เข้ามาโพสต์รูปท่านั่งพับเพียบตามสถานที่ต่างๆ กันอย่างแพร่หลาย มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะกล่าวในทำนองชื่นชอบ ชื่นชมเอกลักษณ์ไทยที่มีดีไม่เหมือนใคร รวมถึงข้อความที่โพสต์บอกว่าจะลองทำเลียนแบบแล้วนำมาโพสต์ขึ้นเว็บไซต์
 แฟนเพจพับเพียบไทยแลนด์ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยระบุว่าต้องการแหวกกระแสการทำแพลงกิ้ง นำความเป็นไทยเข้ามาใส่ เน้นไม่อันตราย งามอย่างไทย และผู้ใหญ่รัก แต่ยังมีผู้โพสต์บางส่วนนำภาพท่านั่งพับเพียบที่ส่อแววก่อให้เกิดอันตรายมาโพสต์เช่นกัน อาทิ นั่งพับเพียบบนตู้เย็น นั่งพับเพียบบนชานชาลารถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นต้น
 นอกจากนี้ยังมีการทำ "เลวิเทติ้ง (Levitating)" คือ การถ่ายภาพขณะที่ร่างกายลอยค้างอยู่กลางอากาศ และไม่มีอวัยวะใดสัมผัสกับพื้น ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในหมู่ชาวสังคมออนไลน์เช่นกัน
 น.ส.ลัดดา ตั้งสุภาชัย ผอ.สำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับแจ้งจากเครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม พบการเล่นแพลงกิ้งรูปแบบใหม่ คือ นู้ดแพลงกิ้ง ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติจะแก้ผ้าทำท่าต่างๆ เช่น ในตู้ปลา อ่างอาบน้ำ หรือบนหลังตู้ และสถานที่สาธารณะ นอกจากนี้ยังพบภาพลักษณะเหมือนหญิงสาวชาวเอเชียเปลือยกายแพลงกิ้งบนเก้าอี้ในห้องนอน ถูกนำมาเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ต่างๆ รวมทั้งมีการลิงค์ไปยังเฟซบุ๊กด้วย ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเป็นหญิงคนไทยหรือไม่
 น.ส.ลัดดากล่าวว่า รู้สึกหวาดเสียวและน่ากลัวเห็นจะเป็นภาพที่ชายชาวต่างชาติคนหนึ่งแก้ผ้า และทำท่าแพลงกิ้งลงในตู้ปลา รวมทั้งต้องเกร็งคอ เกร็งตัว หากเกิดเป็นตะคริวหรือกระแสไฟฟ้าในตู้ปลารั่ว อาจจะจมน้ำเสียชีวิตได้ จึงขอเตือนประชาชนไม่ควรทำนู้ดแพลงกิ้งแม้จะไม่เห็นอวัยวะเพศก็ตาม แต่เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่สร้างสรรค์ และไม่ควรกระทำ หากจะทำเล่นที่ห้องนอนส่วนตัวก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ควรนำภาพมาเผยแพร่ในเฟซบุ๊กหรืออินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ทั้งนี้ สำนักเฝ้าระวังฯ จะทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ให้บล็อกและหาตัวผู้นำภาพดังกล่าวมาโพสต์มาดำเนินคดีด้วย
 “ฝากเตือนให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองช่วยเป็นหูเป็นตาไม่ให้เด็กของเราเลียนแบบพฤติกรรมดังกล่าว หากนำมาเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตจะมีความผิดทางกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคนไทยคงจะไม่ทำนู้ดแพลงกิ้ง เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม กระทบต่อวัฒนธรรมอันดีงามของไทย” น.ส.ลัดดากล่าว
 น.ส.ลัดดากล่าวว่า ขอชื่นชมกลุ่มวัยรุ่นรวมตัวทำพับเพียบไทยแลนด์ออกมาปะทะกับแพลงกิ้ง เด็กกลุ่มนี้ใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสในการสร้างเอกลักษณ์ความเป็นไทย นำมาเผยแพร่ในเฟซบุ๊กเพื่อรณรงค์ให้เด็กเยาวชนไทยเห็นความสำคัญของความเป็นไทย ไม่อิงกระแสตะวันตกมากจนเกินไป.


เป็นแฟนเพจได้ที่

แหล่งที่มา: http://www.thaipost.net/x-cite/210611/40514

วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2554

ประกันคุณภาพภายใน: การปฏิบัติเพื่อมุ่งเน้นเอกลักษณ์ของสถานศึกษา

                                                                                                   รภัสศักย์ เหตุทอง
             การจัดการศึกษาเป็นภารกิจสำคัญโดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างสรรค์พลเมืองของชาติที่มีคุณภาพ ประเทศที่มีความเจริญย่อมเป็นผลมาจากการมีประชากรที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมปัจจุบันให้ความสำคัญกับการศึกษา จึงส่งผลให้การแข่งขันมีความเข้มข้นมากขึ้น หากต้องการให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ ทั้งในภูมิภาคเดียวกันและในระดับสากลนั้น จะต้องพัฒนาประชากรให้มีความรู้ ความสามารถ ในสาขาวิชาต่าง ๆ สามารถสื่อสารได้ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ตลอดจนรอบรู้วิทยาการคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
            การศึกษาของไทยนั้นได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระดับใหญ่ๆ คือการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี กับการศึกษาขั้นอุดมศึกษา เนื่องจากการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นการศึกษาในระดับที่ต่ำกว่าการศึกษาขั้นอุดมศึกษา จำเป็นที่รัฐต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาและเป็นการศึกษาในระดับที่จำเป็นต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศที่จะต้องมี ประกอบกับเป็นการศึกษาที่เป็นการศึกษาในเบื้องต้นที่จะต้องนำไปใช้เพื่อการศึกษาในระดับขั้นสูงต่อไปจึงควรที่จะให้ความสำคัญในการที่จะพัฒนามาตรฐานการศึกษาในขั้นพื้นฐานนี้ให้มีคุณภาพ เพื่อจะได้ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพที่จะเป็นกำลังอันสำคัญของประเทศต่อไป
             ถึงแม้ว่าคุณภาพและมาตรฐานเป็นคำที่หาข้อยุติได้ยากกว่า คืออะไรแน่ เพราะคำ ทั้งสองผันแปรไปตามวัตถุประสงค์ กิจกรรมแต่ละประเภทรวมทั้งมิติและมุมมองที่แตกต่างกัน  อย่างไรก็ตาม  คุณภาพกับมาตรฐานเป็นคำที่แยกกันไม่ออก  สิ่งที่มีคุณภาพจะต้องมีมาตรฐานด้วย  และสิ่งที่ได้มาตรฐานก็ต้องเป็นสิ่งที่มีคุณภาพ  เพราะมาตรฐานคือตัวกำหนดคุณภาพอันเป็นลักษณะที่พึงประสงค์
             การปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช  ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๕ มีเป้าหมายหลัก คือ การพัฒนาคนไทยทุกคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่น  ได้อย่างมีความสุข ให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ให้ทุกส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยมีการดำเนินงานด้านกฎหมาย  การกำหนดนโยบายและแผน รวมทั้งการนำแผนไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริงในปัจจุบันที่คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทยอยู่ในภาวะถดถอย ถือเป็นวาระของชาติที่จะต้องช่วยกันยกระดับคุณภาพการศึกษา ดังนั้นจึงมีการประกันคุณภาพการศึกษาขึ้น ดังที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๕ หมวด ๖ มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา มาตรา ๔๗ ได้กล่าวไว้ว่า ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกระดับด้วยระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบการประกันคุณภาพภายนอก ซึ่งระบบประกันคุณภาพ จะนำไปสู่การพัฒนามาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษานั้น ๆ เกิดประโยชน์ต่อหลาย ๆ ฝ่าย ระบบประกันคุณภาพจะทำให้สถานศึกษาทุกแห่งต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อพัฒนาตนเองจนผ่านเกณฑ์มาตรฐานหรือมีความเป็นเลิศ ซึ่งจะเกิดผลดีแก่ผู้เรียน ทำให้ประชาชนมีความเสมอภาคในการรับบริการการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน  ระบบประกันคุณภาพจะช่วยให้ไม่มีสถานศึกษาใดเป็นสถานศึกษาที่ไร้คุณภาพ การที่สถานศึกษาจะสามารถประกันคุณภาพตนเองได้นั้น จะต้องเริ่มจากการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของตนเองก่อน
         มาตรฐานการศึกษา คือ ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ คุณภาพที่พึงประสงค์และมาตรฐานที่ต้องการให้เกิดขึ้นในสถานศึกษาทุกแห่ง เพื่อใช้เป็นหลักในการเทียบเคียงสำหรับการส่งเสริม กำกับดูแล การตรวจสอบ การประเมินผล และการประกันคุณภาพทางการศึกษา  มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ มีทั้งหมด 18 มาตรฐาน และแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้

1. มาตรฐานด้านคุณภาพผู้เรียน ได้แก่
        1.1  มาตรฐานที่ 1  ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรมและ  ค่านิยมที่พึงประสงค์
        1.2  มาตรฐานที่ 2  ผู้เรียนมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม
        1.3  มาตรฐานที่ 3  ผู้เรียนมีทักษะในการทำงานรักการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้
        1.4  มาตรฐานที่ 4  ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์  คิดไตร่ตรองและ มีวิสัยทัศน์
        1.5  มาตรฐานที่ 5  ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร
        1.6  มาตรฐานที่ 6  ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
        1.7  มาตรฐานที่ 7  ผู้เรียนมีสุขนิสัย สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี
        1.8  มาตรฐานที่ 8  ผู้เรียนมีสุนทรียภาพและลักษณะนิสัยด้านศิลปะ ดนตรี และกีฬา

2. มาตรฐานด้านการเรียนการสอน  ได้แก่
        2.1 มาตรฐานที่ 9  ครูมีคุณธรรม จริยธรรม มีวุฒิ/ความรู้ ความสามารถตรงกับงานที่รับผิดชอบ หมั่นพัฒนาตนเองเข้ากับชุมชนได้ดี และมีครูพอเพียง
        2.2  มาตรฐาน 10 ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ


3. มาตรฐานด้านการบริหารและการจัดการศึกษา ได้แก่
        3.1 มาตรฐานที่ 11  ผู้บริหารมีคุณธรรม จริยธรรม มีภาวะผู้นำ และมีความสามารถในการบริหารจัดการศึกษา
        3.2  มาตรฐานที่ 12  สถานศึกษามีการจัดองค์กร โครงสร้าง ระบบการบริหารงานและพัฒนาองค์กร อย่างเป็นระบบครบวงจร
        3.3  มาตรฐานที่ 13  สถานศึกษามีการบริหารและจัดการศึกษาโดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน
        3.4  มาตรฐานที่ 14  สถานศึกษามีการจัดหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
        3.5  มาตรฐานที่ 15  สถานศึกษามีการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพผู้เรียนอย่างหลากหลาย
        3.6  มาตรฐานที่ 16  สถานศึกษามีการจัดสภาพแวดล้อมและการบริหารที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาตามธรรมชาติเต็มศักยภาพ

4. มาตรฐานด้านการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ ได้แก่
        4.1  มาตรฐานที่ 17  สถานศึกษามีการสนับสนุนและใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาในท้องถิ่น
        4.2  มาตรฐานที่ 18  สถานศึกษามีการร่วมมือกันระหว่างบ้าน องค์กรทางศาสนา สถาบันทางวิชาการ และองค์กรภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาวิถีการเรียนรู้ในชุมชน
                ซึ่งหลักการ และวิธีการของประกันคุณภาพภายใน คือการควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบคุณภาพ และการประเมินคุณภาพ เขียนเป็นขั้นตอนได้ดังนี้
           1.  การควบคุมคุณภาพ  เป็นการกำหนดมาตรฐานคุณภาพ  และการพัฒนาสถานศึกษาให้เข้าสู่มาตรฐาน
           2.  การตรวจสอบคุณภาพ  เป็นการตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
           3.  การประเมินคุณภาพ  เป็นการประเมินคุณภาพของสถานศึกษา  โดยหน่วยงานที่กำกับดูแลในเขตพื้นที่  และหน่วยงานต้นสังกัดในส่วนกลาง  จะดำเนินการตรวจเยี่ยมเป็นระยะๆ ตามที่กำหนดโดยหน่วยงานต้นสังกัด  เพื่อให้การช่วยเหลือและส่งเสริมสนับสนุนให้สถานศึกษามีการพัฒนาคุณภาพอันเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนรับการประเมินภายนอก  จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาซึ่งเป็นองค์กรมหาชน
กฎกระทรวง ว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการ ประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.2553  มี 3 หมวด และในหมวด 2 กล่าวว่า การประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ในที่นี้จะกล่าวเพียงส่วนที่ 1 ซึ่งใช้บังคับเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ซึ่งมีสาระสำคัญของการดำเนินการประกันคุณภาพภายใน มีขั้นตอนด่อไปนี้
(1) กำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
             (2) จัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา
                    ของสถานศึกษา
             (3) จัดระบบบริหารและสารสนเทศ
             (4) ดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
                            (5) จัดให้มีการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา
                            (6) จัดให้มีการประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
                            (7) จัดทำรายงานประจำปีที่เป็นรายงานประเมินคุณภาพภายใน
                            (8) จัดให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

หลักการสำคัญของการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษามี 3 ประการ คือ
              1. จุดมุ่งหมายของการประกันคุณภาพภายในคือ การที่สถานศึกษาร่วมกันพัฒนาปรับปรุงคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา ไม่ใช่การจับผิดหรือทำให้บุคลากรเสียหน้า โดยเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การพัฒนาคุณภาพให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน
               2. การที่จะดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายตามข้อ1.1ต้องทำให้การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการและการทำงานของบุคลากรทุกคนในสถานศึกษาโดยสถานศึกษาจะต้องวางแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการที่มีเป้าหมายชัดเจน ทำตามแผนตรวจสอบประเมินผลและพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบที่มีความโปร่งใสและมีจิตสำนึกในการพัฒนาคุณภาพในการทำงาน
              3. การประกันคุณภาพเป็นหน้าที่ของบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครู อาจารย์และบุคลากรอื่นๆในสถานศึกษาโดยในการดำเนินงานจะต้องให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้เรียน ชุมชน ติดตามผลพัฒนาปรับปรุง ช่วยกันคิด ช่วยกันทำผลักดันให้สถานศึกษามีคุณภาพ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ เป็นไปตามความต้องการของผู้ปกครอง สังคมและประเทศชาติ
ในการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ตลอดจนการเตรียมการรับการประเมินคุณภาพการศึกษาจากองค์กรภายนอก (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ (สมศ.) สถานศึกษาแต่ละแห่งมีแนวทางในการดำเนินงานในการประกันคุณภาพด้วยกระบวนการพัฒนาที่เหมาะสมกับสถานศึกษา เช่นยึดหลักการดำเนินงานเพื่อพัฒนาคุณภาพตามวงจรของ เดมมิ่ง อันได้แก่ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติตามแผน (Do) การตรวจสอบหรือประเมินผลการปฏิบัติงาน (Check) และการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา (Action)  ซึ่งโรงเรียนและสถานศึกษาส่วนใหญ่ใช้ระบบ เดมมิ่ง ในการบริหารคุณภาพการศึกษา
การประกันคุณภาพภายในมีผลดี คือ ทำให้โรงเรียนที่ยังไม่มีทิศทางในการบริหารการศึกษาหรือมีมาตรฐานด้อยกว่าโรงเรียนอื่น  โรงเรียนนั้น ๆ ได้มีการพัฒนาตนเองขึ้นสู่มาตรฐานของประเทศ  แต่มีข้อเสีย คือ จะทำให้โรงเรียนจำนวนหนึ่งที่เคยโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง จะต้องทุ่มเทเวลากับการทำมาตรฐานตามกรอบมาตรฐานกลาง ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ ในที่สุดโรงเรียนทุกโรงเรียนจะมีคุณภาพในระดับมาตรฐานกลาง ความโดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษก็จะค่อย ๆ ถูกกลืนกลบไปกับการมุ่งทำแต่มาตรฐานกลาง
                โรงเรียนควรจะเพิ่มมาตรฐานคุณภาพที่เป็นมาตรฐานด้านผู้เรียนและด้านการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ ที่เพิ่มเติมจากมาตรฐานกลางของ สมศ. เพื่อความเป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียน เช่น เมื่อ สมศ.กำหนดมาตรฐานกลาง 4 มาตรฐาน โรงเรียนก็ควรกำหนดมาตรฐานเพิ่ม เช่น  มาตรฐานที่ 5:  ภูมิปัญญาท้องถิ่น  หรือมาตรฐานที่ 6 : การอยู่รวมกันในสังคมอย่างมีความสุข หรือมาตรฐานใด ๆ ก็ตามที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนในเชิงความมั่นคง การประกอบอาชีพ หรือการมีความรู้ในเรื่องของชุมชน หรือการจัดการศึกษาตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทำให้จำนวนมาตรฐานของโรงเรียนมีมากกว่ามาตรฐานการประกันคุณภาพภายนอก   อีกทั้งโรงเรียนจะผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพตามมาตรฐานกลางของประเทศ แต่จะมีการสร้างนักเรียนที่มีมาตรฐานที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองตามความคาดหวังหรือความต้องการของชุมชนได้ด้วยเช่นกัน
เพื่อการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาให้มีความเป็นเลิศตามศักยภาพและสภาพจริงของบริบทชุมชน มาตรฐานการประกันคุณภาพภายนอกของ สมศ. จะกลายเป็น "มาตรฐานเพื่อการประกันคุณภาพภายนอก" เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ทำให้ทุกโรงเรียนตระหนักว่า จะต้องมีมาตรฐานอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อสร้างความแตกต่างและเน้นความมีเอกลักษณ์เฉพาะตนของโรงเรียนหรือเน้นความเป็นเลิศเฉพาะทาง
แนวทางการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในได้กล่าวเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพการว่าเป็นภาระงานปกติที่ทุกคนจะต้องรับผิดชอบผลร่วมกัน สถานศึกษาจะต้องปลูกจิตสำนึกให้ครูและบุคลากรทุกคนยึดถือไว้เสมอว่าการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในนั้นเป็นวัฒนธรรมการทำงานปกติของสถานศึกษา และอีกข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือการกำหนดมาตรฐานซึ่งแสดงอัตลักษณ์ของสถานศึกษา เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของสถานศึกษาร่วมกัน และต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ระบบการประกันคุณภาพการศึกษา หากกระทำเพื่อมุ่งเน้นเอกลักษณ์ของสถานศึกษานั้นก็เป็นเรื่องที่เคยเกิดขั้นมานานแล้ว และเป็นเรื่องที่สถานศึกษาหลายแห่งสามารถทำได้ สถานศึกษาสามารถร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การกำกับ ดูแลและสนับสนุนส่งเสริมของหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นเชิงคุณภาพให้กับผู้ปกครอง ชุมชน และสร้างความมั่นคงอย่างถาวรให้กับระบบการจัดการเรียนการสอน ด้วยเหตุผลที่ว่า ในท้ายที่สุดแล้วประชากรจะต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรมอันดีงาม และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข



เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. 2546. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 พร้อมกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545. กรุงเทพมหานคร : กระทรวงศึกษาธิการ.

จินดา ตาทิพย์. การประกันคุณภาพการศึกษา : นวัตกรรมใหม่ของการปฏิรูปการศึกษาไทย
(ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.vcharkarn.com/vblog/36959

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2545. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545. กรุงเทพฯ  :  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.

สำนักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ. 2550. สภาวะการศึกษาไทย 2549/2550. สำนักนายกรัฐมนตรี

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา.2544. กรอบการประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา

สำนักทดสอบทางการศึกษา.2553. แนวทางพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามกฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา




ติดต่อมา ที่ Facebook ของครูเพ็ชร ได้ครับ